This article has been translated from English to Thai.

Directional Movement Index หรือ DMI ถูกพัฒนาโดย J. Welles Wilder เพื่อกำหนดทิศทางโดยรวมของราคาสินทรัพย์ต่าง ๆ

ตัวชี้วัดทางเทคนิคนี้ช่วยให้เทรดเดอร์ประเมินทิศทางแนวโน้ม โดยการเปรียบเทียบจุดสูงสุดและต่ำสุดก่อนหน้า

DMI ประกอบด้วย สองเส้น:

  1. เส้นการเคลื่อนไหวเชิงบวก (+DI)
  2. เส้นการเคลื่อนไหวเชิงลบ (-DI).

มีเส้นที่สามที่เป็นตัวเลือก เรียกว่าเส้นการเคลื่อนไหว (DX) แสดง ความแตกต่าง ระหว่างเส้นทั้งสอง

  • ถ้า +DI อยู่เหนือ -DI แสดงว่ามีแรงกดดันขาขึ้นมากกว่าแรงกดดันขาลงในราคา
  • ถ้า -DI อยู่เหนือ +DI นั่นหมายความว่ามีแรงกดดันขาลงในราคามากกว่า

การครอสโอเวอร์ ระหว่างเส้นทั้งสองยังถูกใช้บางครั้งเป็นสัญญาณซื้อหรือขาย

เช่น ถ้า +DI ข้ามผ่าน -DI ขึ้นไป อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของแนวโน้มขาขึ้นในราคา

ยิ่งช่องว่างระหว่างสองเส้นใหญ่ แนวโน้มราคายิ่งแข็งแกร่ง

  • ถ้า +DI อยู่สูงกว่า -DI มาก แนวโน้มราคาจะเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน
  • ถ้า -DI อยู่สูงกว่า +DI มาก แนวโน้มราคาจะเป็นขาลงอย่างชัดเจน

วิธีคำนวณ DMI

ในการคำนวณ DMI เราต้องคำนวณ ความแตกต่างระหว่างราคาสูงสุดปัจจุบันและราคาสูงสุดก่อนหน้า (“HiDiff”) รวมถึง ความแตกต่างระหว่างราคาต่ำสุดก่อนหน้าและราคาต่ำสุดปัจจุบัน (“LowDiff”)

จากนั้นเปรียบเทียบ HiDiff และ LowDiff

  • ถ้า HiDiff มีค่ามากกว่า จะตั้งค่าตัวแปร +DMI เป็น HiDiff และตัวแปร -DMI เป็น 0
  • ถ้า LowDiff มีค่ามากกว่า จะตั้งค่า -DMI เป็น LowDiff และ +DMI เป็น 0
  • ถ้าทั้งสองค่าเท่ากัน หรือไม่มีแนวโน้มในราคาสูงสุดหรือต่ำสุด ค่าทั้งสองจะถูกตั้งเป็น 0

จากนั้นจะทำการคำนวณที่เรียกว่า Welles Summation กับ +DMI และ -DMI ส่งผลให้ได้ตัวเลขสองค่า: +DI และ -DI ที่มีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 100