This article has been translated from English to Thai.
ในบทเรียนก่อนหน้านี้ คุณได้เรียนรู้ว่า NFT คืออะไร
ที่ว่า NFT ตามคำนิยามแล้ว มันไม่เหมือนกันและไม่สามารถสับเปลี่ยนกับอะไรอื่นได้
พูดง่ายๆ คือ หนึ่งในลักษณะเด่นของ NFT ก็คือมัน ไม่เหมือนใคร นั่นเอง
แล้วที่บอกว่าไม่เหมือนใครหมายถึงอะไร?
ยกตัวอย่างเช่น มีแค่ โมนาลิซ่า เพียงภาพเดียวเท่านั้น

อาจจะมีสำเนาหรือภาพปลอมของโมนาลิซ่าเยอะ แต่ มีแค่หนึ่งเดียวที่วาดโดยเลโอนาร์โดเองในช่วงปี 1500
และที่ว่าเลโอนาร์โดเนี่ย หมายถึงอัจฉริยะชาวอิตาลี ไม่ใช่เต่านินจานะ 😂
คุณสามารถถ่ายรูปโมนาลิซ่า หรือใส่กรอบภาพพิมพ์ความละเอียดสูงไว้โชว์ในห้องนั่งเล่นได้ แต่ก็ไม่มีทางเทียบกับมูลค่าของเวอร์ชั่นดั้งเดิมได้เลย
โมนาลิซ่าของจริง *น่าจะ* ตั้งโชว์อยู่ในแกลเลอรีใหญ่ในพิพิธภัณฑ์ลูฟร์... หรือไม่ก็ถูกปิดผนึกอยู่ในห้องนิรภัยใต้ดินที่ปลอดภัยสุดๆ ที่เราอาจจะไม่มีวันรู้แน่ชัด
เช่นเดียวกับโมนาลิซ่าที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก NFT ก็เช่นกัน
เมื่อพูดถึงผลงานศิลปะที่มีชื่อเสียง ความเป็นเจ้าของและความแท้จริงจะได้รับการยืนยันผ่านผู้ประเมินมืออาชีพที่ออกใบรับรองเพื่อรับประกันว่านี่คือของแท้ดั้งเดิม
แต่กับ NFT การติดตามว่าใครเป็นเจ้าของอะไรนั้นปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยการใช้ เทคโนโลยีบล็อกเชน ใครก็ตามที่ถือกุญแจส่วนตัวที่อยู่ของ NFT บนบล็อกเชนจะมี ความเป็นเจ้าของดิจิทัล และควบคุมสินทรัพย์ได้อย่างเต็มที่

นั่นหมายความว่าใครก็ตามที่เป็นเจ้าของ NFT มีสิทธิ์ขายหรือยกให้ใครก็ได้ ถ้าคุณมี NFT แล้วตัดสินใจจะเก็บไว้เอง คุณก็จะเป็นเจ้าของมันตลอดไป!
ยังไม่คุ้นเคยกับ กุญแจส่วนตัว และ ที่อยู่? อ่านบทเรียนของเราเกี่ยวกับ กระเป๋าเงินคริปโต ได้เลย
แม้กระทั่งหลังจากคุณเสียชีวิตไปแล้ว ก็ไม่มีใครสามารถแย่ง NFT ไปได้เหมือนทรัพย์สินในโลกจริงๆ เว้นแต่ว่าคุณจะให้สิทธิ์เข้าถึงกระเป๋าเงินดิจิทัลของคุณ
NFT นั้นเป็น แพ็คเกจ ประกอบด้วยสองส่วนสำคัญ: โทเคน เอง และ เนื้อหาดิจิทัล ซึ่งเนื้อหาดิจิทัลนี้มาในรูปแบบของไฟล์ เช่น ไฟล์ข้อความ ไฟล์รูปภาพ ไฟล์เสียง ไฟล์วิดีโอ เป็นต้น ซึ่งไฟล์นี้เรียกว่า “เมตะดาต้า” ในขณะที่โทเคนเองถูกเก็บ “บนเชน” หรือบล็อกเชนโดยตรง ส่วนเมตะดาต้ามักจะไม่ได้เก็บบนบล็อกเชน เราเรียกว่าเก็บแบบ “ออฟเชน”
เพราะ NFT เป็นโค้ดชิ้นหนึ่งบนบล็อกเชน มันจึงสามารถ ตั้งโปรแกรม ให้มีคุณสมบัติต่างๆ ได้
หนึ่งในตัวอย่างคือ ค่าลิขสิทธิ์ สามารถตั้งโปรแกรมไว้บนโทเคน ซึ่งหมายความว่าศิลปินยังสามารถหารายได้จากการขายครั้งที่สองของผลงานได้
และขึ้นอยู่กับบล็อกเชนที่ NFT ถูกสร้างขึ้น มันยังสามารถ ไร้ข้อจำกัด ได้ด้วย ซึ่งหมายความว่าฟีเจอร์จากบุคคลที่สามสามารถสร้างขึ้นบน NFT ได้ ให้มันใช้งานได้หลากหลายยิ่งกว่าที่ผู้สร้างเดิมตั้งใจไว้